ตม.นครพนม รวบ 2 หนุ่มเวียดนามคาด่าน หนีหมายจับตำรวจไซเบอร์ ข้อหายาวเหยียดพัวพันอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงิน

0
17

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมดำเนินการเข้มงวด ตรวจบุคคลเข้าออก ตามชายแดนที่เป็นจุดผ่านแดนถาวรต่างๆ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.มณุวัฒน์ กอสนาน รอง ผบก.ตม.4 มอบนโยบายให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับ ควบคุมและดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โดยให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามระเบียบ คำสั่ง ตามกฏหมาย อย่างเคร่งครัด พ.ต.อ.ชัชชัย สำเนียง ผกก.ตม.จว.นครพนม และ พ.ต.ท.สุภมิตร กะตะศิลา รอง ผกก.ตม.จว.นครพนม ขานรับนโยบายผู้บังคับบัญชา สั่งการให้เดินหน้าในการกวดขันบุคคลเข้า-ออกราชอาณาจักรอย่างเข้มงวด ต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ที่จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองงานตรวจบุคคลและพาหนะ และเจ้าหน้าที่สืบสวนปราบปรามของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติ ที่ถูกออกหมายจับโดยกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) ซึ่งกำลังจะเดินทางออกไปยัง สปป.ลาว จำนวน 2 ราย ชื่อ Mr.VAN NGOC (นามสมมติ) อายุ 33 ปี และ Mr.VAN TU (นามสมมติ) อายุ 39 ปี สัญชาติเวียดนาม ตามหมายจับ ศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 902/2569 และ 903/2569 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ในข้อหา “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันทำและใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันใช้เครื่องหมายราชการปลอมโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบด้วยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” โดยจะนำตัวส่งต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 ดำเนินคดีต่อไป ในการนี้ สตม. ได้ประสานข้อมูลและการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการป้องกันปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติในทุกมิติ