สืบสตม.ล่าหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนหนุ่มจีนก่อคดีโซกโชนหลบอยู่หมู่บ้านหรูกลางกรุง

0
13

ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำหนดให้เพิ่มความเข้มข้นปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะคดีผู้กระทำผิดตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน หมายจับที่มีคนต่างด้าวกระทำความผิด ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ เพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กำชับเร่งรัดการปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
วันที่ 10 มี.ค.69 เวลาประมาณ 14.10 น.ตามสั่งการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม.และ พ.ต.ท.วิทยา ทองผึ้ง รอง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม.ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.จุรินทร์ชาติ โสตะ สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม.พร้อมด้วยชุดสืบสวนที่ 1 กก.ปอพ.บก.สส.สตม.ออกทำการติดตามสืบสวนจับกุมบุคคลต่างด้าวที่มีหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนได้จับกุมตัวนายโฮ่ว (นามสมมุติ) สัญชาติจีน อายุ 33 ปี ถือหนังสือเดินทางจีน และหนังสือเดินทางวานูอาตู โดยกล่าวหาว่า“กระทำผิดตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน”ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 2 ก.พ.2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์สินของรัฐหรือสาธารณะในจำนวนมากหรือลักทรัพย์หลายครั้ง ลักทรัพย์โดยบุกรุกเข้าไปในเคหสถาน ลักทรัพย์โดยพกพาอาวุธ หรือลักทรัพย์โดยวิธีการฉ้อฉล” ซึ่งอัยการสูงสุดได้ขออนุมัติออกหมายจับ
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกก.ปอพ.บก.สส.สตม.ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายโฮ่ว หลบหนีหมายจับดังกล่าว มาพักอาศัยกับภรรยาคนไทย ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เมื่อไปถึงพบบุคคลต่างด้าวมีลักษณะคล้ายบุคคลตามหมายจับ ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว จึงได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปอพ.บก.สส.สตม.ขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่งจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง จึงได้แสดงหมายจับของศาลอาญา โดยกล่าวหาว่า “กระทำผิดตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน” จากการสอบถาม นายโฮ่ว ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้หรือมอบตัวในคดีนี้มาก่อน จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม ได้แจ้งข้อกล่าวหา ตามหมายจับให้ทราบ พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับกุมทราบ จากนั้นจึงควบคุมตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ สตม.เร่งรัดขับเคลื่อนการประสานงานกับตำรวจสากล และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น Interpol Europol และ ASEANAPOL เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล อันจะช่วยเสริมศักยภาพในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตามนโยบายของ ผบ.ตร. อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง สำหรับมาตรการภายในองค์กร นายกรัฐมนตรีกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการทางวินัยอย่างเข้มงวดต่อข้าราชการตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เพื่อสร้างความโปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน