
ภายใต้อำนวยการของพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม.,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./เลขานุการ ศปชก.สตม.,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม.ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญ ดังนี้
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีสถิติผลการจับกุมคนต่างด้าวซึ่งมีหมายจับต่างประเทศ ในปีพ.ศ.2568 และปีพ.ศ.2569 ดังนี้ ปีพ.ศ.2568 จำนวนทั้งสิ้น 102 ราย แยกสัญชาติ จีน จำนวน 42 ราย เกาหลีใต้ 8 ราย ญี่ปุ่น 6 ราย อเมริกา 6 ราย รัสเซีย 5 ราย และสัญชาติอื่น ๆ รวม 35 รายและแยกตามประเภทความผิด ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 68 ราย ความผิดเกี่ยวกับเพศ 6 ราย ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย 11 ราย ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 15 ราย องค์กรอาชญากรรม 2 ราย โดยผู้ต้องหาสัญชาติจีน จำนวน 42 ราย คิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์ ปีพ.ศ.2569 จำนวนทั้งสิ้น 23 ราย แยกสัญชาติ อเมริกา 1 ราย รัสเซีย 1 ราย จีน 14 ราย เวียดนาม 3 ราย ไต้หวัน 1 ราย มัลดีฟส์ 1 ราย ฝรั่งเศส 1 ราย เกาหลีใต้ 1 ราย และแยกตามประเภทความผิดได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 13 ราย ความผิดเกี่ยวกับเพศ 1 ราย ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 4 ราย องค์กรอาชญากรรม 3 ราย ยาเสพติด 1 ราย ฟอกเงิน 1 ราย โดยผู้ต้องหาสัญชาติจีน จำนวน 14 ราย คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์โดยผู้ต้องหาสัญชาติ จำนวน 42 ราย คิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์
1.สืบสตม.รวบหนุ่มอเมริกันหนีคดีฆาตกรรมโหดในอเมริกา สืบเนื่องจาก บก.สส.สตม.ได้รับการประสานงานจากสำนักงานหน่วยสืบสวนคดีอาญาต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงเทพฯ แจ้งข้อมูล นายปีเตอร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี สัญชาติอเมริกัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลสูงริชมอนด์ รัฐจอร์เจีย ในข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา ครอบครองอาวุธปืน บุกรุก และลักทรัพย์ โดยมีพฤติการณ์กระทำผิด คือ นายปีเตอร์ ได้ร่วมกับผู้ต้องหาอีก 1 ราย (ซึ่งถูกตำรวจสหรัฐอเมริกาจับกุมก่อนแล้ว) บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โดยคาดว่าหลังก่อเหตุได้หลบหนีคดีเดินทางเข้ามาในประเทศไทย พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม.จึงสั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมตัว นายปีเตอร์ เพื่อส่งกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา
จากการสืบสวนของ กก.1 บก.สส.สตม.พบว่านายปีเตอร์ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และจากการสืบสวนในเชิงลึกพบว่านายปีเตอร์ ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่อาคารชุดในซอยสรรพาวุธ 2 ถ.สรรพาวุธ แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบจนกระทั่งพบ นายปีเตอร์ จึงแจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และแจ้งรายละเอียดหมายจับของศาลสูงริชมอนด์ รัฐจอร์เจีย ให้นายปีเตอร์ทราบ ซึ่งในเบื้องต้นนายปีเตอร์ ให้การว่า ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว จึงนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม.เพื่อกักตัวไว้รอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกาต่อไป
2.สืบสตม.รวบผู้ต้องหาหมายแดงคดีฟอกเงินของมัลดีฟส์ ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท ตามที่ สอท.สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประจำประเทศไทย มีหนังสือขอความร่วมมือมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สืบหาแหล่งที่อยู่ของนายโมฮัมหมัด (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี สัญชาติมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลบหนีจากสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ในความผิดฐานช่วยเหลือและสนับสนุนการฟอกเงินสาธารณะ และองค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (Interpol Red Notice) เพื่อผลักดันกลับสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
พฤติการณ์กระทำผิดของ นายโมฮัมหมัด กล่าวคือ จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมัลดีฟส์ พบว่านายโมฮาหมัด เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการเงินของสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ ได้ใช้ตำแหน่งของเขาในการยักยอกเงินที่ได้รับจากฟีฟ่าเพื่อใช้ส่วนตัว และได้ช่วยเหลืออดีตประธานของสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ในการใช้ส่วนตัวและฟอกเงิน และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือการฟอกเงินดังกล่าว โดยการจัดทำเอกสารไม่ถูกต้องเพื่อแสดงธุรกรรมของสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ในฐานะ”การขายเงินดอลลาร์สหรัฐ”เพื่อซื้อ Penthouse ราคา 25,000,000 รูฟียาห์ หรือ 1,621,271.08 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 50 ล้านบาท) สำหรับอดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งมัลดีฟส์ เมื่อปี พ.ศ. 2564 โดย นายโมฮัมหมัด ได้หลบหนีคดีมายังประเทศไทย
จากการสืบสวนของกก.1 บก.สส.สตม.พบว่านายโมฮัมหมัด เข้าพักอาศัยอยู่ในโรงแรมในย่าน ถ.ประเสริฐมนูกิจ แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบและพบนายโมฮัมหมัด จึงแจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม.เพื่อกักตัวไว้รอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ต่อไป

3.สตม.รวบ 3 เหงียน หนีคดีฆ่าคนตายซุกไทย กก.1 บก.สส.สตม.จับกุม นายบาวู (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี สัญชาติเวียดนาม, นางสาวทุ หูเย็น (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี และนายลาดุย (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี สัญชาติเวียดนาม โดยกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด
จากกรณีที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขอความร่วมมือมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการตรวจสอบและจับกุม นายบาวู, นางสาวทุ หูเย็น และนายลาดุย 3 ผู้ต้องหาตามหมายจับของตำรวจนครดานัง ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ฆ่าคนตายโดยเจตนา พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. จึงสั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุม จากการสืบสวนพบว่า นายบาวู, นางสาวทุ หูเย็น เข้าพักอาศัยที่โรงแรมในพื้นที่ หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่วนนายลาดุย พักอาศัยอยู่ในย่านซอยสวนพลู เขตสาทร กรุงเทพฯ โดยทั้ง 3 คน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว (Overstay) จึงจัดกำลังไปเฝ้าเพื่อวางแผนจับกุมในสถานที่ดังกล่าวทั้ง 2 แห่ง
จากการตรวจสอบที่โรงแรมในพื้นที่ หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบนายบาวู, นางสาวทุ หูเย็น จึงจับกุมนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการไปตรวจสอบที่พักในย่านซอยสวนพลู เขตสาทร กรุงเทพฯ พบนายลาดุย จึงจับกุมตัวส่งพงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ กก.3 บก.สส.สตม.จะได้ดำเนินการส่งทั้ง 3 คน กลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามต่อไป
4.สตม.สกัดจับรถตู้ทึบดัดแปลง ซุกต่างด้าวหวังตบตาเจ้าหน้าที่ช กก.2 บก.สส.สตม.จับกุมนายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางรถกระบะ ตู้ทึบ โดยกล่าวหาว่า โดยรู้ว่าเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.นี้ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม และจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 51 คน โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่ง พงส.สภ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ริมถนนแสงชูโต ต.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี
กก.2 บก.สส.สตม.ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองทางด้านชายแดน จ.กาญจนบุรี จึงได้ทำการสืบสวนจนพิสูจน์ทราบเส้นทางการลักลอบพาคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ และลงพื้นที่วางกำลังเพื่อจับกุม จนกระทั่งได้พบรถต้องสงสัยลักษณะรถกระบะตู้ทึบวิ่งด้วยความเร็วสูงมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองกาญจนบุรี จึงติดตามไปอย่างกระชั้นชิด และได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองส่งสัญญาณให้ผู้ขับรถหยุดรถเพื่อตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าคนขับคือนายสมชาย สัญชาติเมียนมา ภายในรถพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาชายหญิงหลบหนีเข้าเมือง รวมทั้งสิ้น 51 ราย จากการสอบถามนายสมชายให้การว่าได้รับแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากชายแดนด้าน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยคิดค่าหัว หากจะเดินทางไป จ.ประจวบคีรีขันธ์ คนละ 13,000 บาท จ.นครราชสีมา คนละ 30,000 บาท จ.สมุทรสาคร คนละ 12,000 – 16,000 บาท และไปประเทศมาเลเซีย คนละ 50,000 – 65,000 บาท จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบและทำการจับกุมดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว และจะได้ทำการสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป



