สตม.แถลงจับสแกมเมอร์จีนหนีคดีซุกตัวบ้านหรู-รวบชาวญี่ปุ่นหลอกเหยื่อเทรดเงินออนไลน์ และคืบหน้าดำเนินคดีนอมินี ในพื้นที่เกาะพะงัน

0
13

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม.,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./เลขานุการ ศปชก.สตม.,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) หน.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.,ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญ ดังนี้

1.ด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.สส.สตม.ได้รับแจ้งเบาะแสว่าพบชายชาวจีน มีพฤติกรรมต้องสงสัย จึงได้ทำการสืบสวนพบว่าชายชาวจีนดังกล่าวใช้รถยนต์หรูและพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรูย่านกรุงเทพกรีฑา ส่วนใหญ่มักจะเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน จึงได้ประสานตรวจสอบข้อมูลบุคคลไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย รับแจ้งว่า บุคคลดังกล่าวคือ Mr.Zeng (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี สัญชาติจีน เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับที่ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการตัวกลับไปดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดย Mr.Zeng ได้จัดตั้งบริษัทปลอม ชื่อ Shell Company เพื่อชักชวนให้กลุ่มผู้เสียหายมาร่วมลงทุน เบื้องต้นพบความเสียหายประมาณ 1,100,000 หยวน โดยใช้อาคารในเมืองแมนซิ่ว ประเทศเมียนมา เป็นสถานที่ในการกระทำความผิด และต่อมาได้หลบหนีมายังประเทศไทย ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนวีซ่าของ Mr.Zeng และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุม จนท.ศปชก.สตม. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นเข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบ Mr.Zeng จึงได้ควบคุมตัวเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจากการตรวจสอบน่าเชื่อว่า Mr.Zeng ได้นำเงินที่หลอกลวงมาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย จึงทำการตรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อ Toyota Alphard ทะเบียนสวยงาม จำนวน 1 คัน ราคาประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ต้องหา และอยู่ระหว่างตรวจสอบบ้านหรูที่เข้าทำการตรวจค้นราคาประมาณ 20 ล้านบาท ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาหรือไม่อย่างไร เพื่อจะได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

2.สืบเนื่องจาก บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวนกรณีพบกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติญี่ปุ่นในพื้นที่ทองหล่อ มีพฤติการณ์ก่อความเดือนร้อนรำคาญแก่ผู้ร่วมพักอาศัยในคอนโดมิเนียม จึงได้เดินทางเข้าตรวจสอบพบว่าชาวญี่ปุ่นรายดังกล่าว คือ Mr.Sakamoto (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี จึงได้ประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ขอตรวจสอบสถานะบุคคล โดยพบว่า Mr.Sakamoto เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่นในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีพฤติการณ์ในการหลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นตัวแทนของบริษัทลงทุนชักชวนให้ซื้อขายสกุลเงินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ในห้วงปี พ.ศ.2566 เบื้องต้นพบผู้เสียหายจำนวนหลายราย ความเสียหายรายละประมาณ 500,000 – 1,000,000 เยน ต่อมาทางการญี่ปุ่นได้ออกหมายจับ Mr.Sakamoto จึงได้หลบหนีคดีมายังประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ขออนุมัติ ผบก.สส.สตม.เพิกถอนวีซ่าของ Mr.Sakamoto และควบคุมตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวรอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป

3.ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน บก.สส.สตม.ทำการสืบสวนกรณีคนต่างด้าวลักลอบประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีอำพรางถือหุ้นแทน เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้ ซึ่งจากการสืบสวนในเบื้องต้นพบบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิด จำนวน 3 บริษัท โดยประกอบธุรกิจให้เช่าวิลล่าหรู เป็นรายวันและรายเดือน ซึ่งมีทั้งประกาศขายวิลล่าหรูหลังละ 15 ล้านบาท, ปล่อยเช่ารายวัน วันละ 10,000 บาท รายเดือน เดือนละ 80,000 บาท เป็นต้น โดยเน้นให้บริการกับคนต่างด้าวบางสัญชาติ ปัจจุบันได้รับคำร้องทุกข์และดำเนินคดีแล้วตามคดีอาญาที่ 945/2568, 946/2568 และ 948/2568 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มคนไทยที่ช่วยเหลือและเป็นตัวแทนอำพราง(นอมินีถือหุ้นแทนในบริษัทของคนต่างด้าว)จำนวน 7 รายและแจ้งข้อกล่าวหาคนต่างด้าวซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงจำนวน 4 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปสำนวนการสอบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาต่อไป