ตามที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ประจำปี พ.ศ.2565 (APEC 2022 Thailand) ในห้วงระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. 65 ประกอบกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์  หักพาล รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ที่กำชับให้ สตม. ดำเนินการระดมกวาดล้างสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยเน้นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการอยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) และความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาความปลอดภัยในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่กำลังจะมีขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ อีกทั้งทำให้การปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปราม สืบสวนจับกุม เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษณ์ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.สรร พูลศิริ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม.และพล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร  รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.รัฐโชติ  โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. และพ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ  รอง ผบก.สส.สตม. จึงดำเนินการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยมีเป้าหมายหลักเป็นคนต่างด้าวที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและเมื่อมีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้วให้ขยายผลการจับกุมทุกรายเพื่อให้ทราบถึงผู้ร่วมกระทำความผิดเครือข่ายของผู้กระทำความผิดและให้ดำเนินการติดตามจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดเครือข่ายของผู้กระทำความผิดผลการดำเนินการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในห้วงระหว่างวันที่ 10 ต.ค.-12 พ.ย.65  

1.สามารถจับกุมคนต่างด้าวอยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ได้ทั้งสิ้น 785 ราย จับกุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 1,249  ราย  (ลาว 770 เมียนมา 349 กัมพูชา 108 อื่นๆ 22) 2.ดำเนินการประชาสัมพันธ์การแจ้งที่พักอาศัยตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในพื้นที่ กทม. จำนวน  2,723 แห่ง และมีผลการเปรียบเทียบปรับ กรณีเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองเคหสถานไม่แจ้งที่พักอาศัยกรณีรับคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยตาม ม.38 จำนวน 587 ราย  3.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย บก.ตม.2 มีการปฏิเสธคนต่างด้าวในการขอเข้ามาในราชอาณาจักรไทย  จำนวน  2,453  ราย  4.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยว เปิดปฏิบัติการ Operation X-ray พื้นที่ หาคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ในวันพุธที่ 9 พ.ย. 65  ณ โรงแรมรามาการ์เด้น  เขตหลักสี่  กรุงเทพฯ  โดยมี พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน  และมีข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 500 นาย และข้าราชการตำรวจสังกัดตำรวจท่องเที่ยว จำนวน 50 นาย  รวมข้าราชการตำรวจที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 550 นาย ออกตรวจ Operation X-ray พื้นที่จุดเสี่ยงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมบุคคลต่างด้าวที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) จำนวน 7 ราย  จับกุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง จำนวน 1 ราย  เปรียบเทียบปรับเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครองเคหสถานไม่แจ้งที่พักอาศัยกรณีรับคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยตาม  ม.38 จำนวน 17 ราย 5.บก.สส.สตม. จับกุมชาวจีนมีหมายจับข้อหาสวมบัตรประชาชนโดยสามารถจับกุมนายเชา (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.125/2565 ลง 20 เม.ย. 64 ข้อหา แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นผู้สนับสนุนในการขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทยฯ โดยการนำหมายค้นศาลอาญาเข้าค้นอาคารพาณิชย์ย่านสุทธิสารถนนวิภาวดีรังสิต เขตพญาไท กรุงเทพฯ  พร้อมทั้งได้ตรวจยึดของกลางจำนวนหลายรายการ อาทิ เช่น ชุดเครื่องแบบทหารพร้อมติดป้ายชื่อของผู้ต้องหา คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง รถยนต์จำนวน 2 คัน โฉนดที่ดินจำนวน  3  ใบ บัตรประชาชนจีน 1 ใบ หนังสือเดินทางจำนวน 3 เล่ม เป็นต้น เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนทำการตรวจสอบว่ามีการกระทำความผิดอื่นใดอีกหรือไม่ จากการสืบสวนก่อนจับกุมพบว่าผู้ต้องหามักใช้รถติดธงประจำประเทศไทยและจีนคล้ายกับรถของสถานทูตและยังมีรถนำขบวนอีก 1 คันโดยคาดว่าเป็นทะเบียนรถปกติไม่ใช่รถของสถานทูตแต่อย่างใดจึงเชื่อว่าเป็นการพยายามทำให้ดูเหมือนรถของสถานทูตเท่านั้น และได้จับกุมนายศตวรรษ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี สัญชาติไทย คนขับรถของนายเชา (นามสมมติ) พร้อมของกลางวิทยุสื่อสารยี่ห้อ SRENDER จำนวน 1 เครื่อง ในข้อหามีและใช้งานเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสืบสวนขยายผลได้ขอหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรีเข้าตรวจค้นบ้านนายเชา (นามสมมุติ) บริเวณริมถนนภายใน หมู่ 9 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย  ดังนี้ 1.นายสามารถ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ในข้อกล่าวหา “ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษี มาตรา 203 พรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560” 2.นายอานำ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ในข้อกล่าวหา “ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษี มาตรา 203 พรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และเป็นคนไม่มีสถานะทางทะเบียนออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมด้วยของกลาง รถกระบะหลังคาสูง ยี่ห้อ SUZUKI รุ่น CARRE สีขา สุราบรรจุในภาชนะภายในกล่อง จำนวน  40  ขวด

นอกจากนี้ บก.สส.สตม. ร่วมกับตำรวจจีนจับกุมผู้ต้องหาตามหมายอินเตอร์โพล(RED NOTICE)สัญชาติจีน จำนวน 2 รายนำส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อผลักดันออกนอกราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐประชาชนจีนประสานผ่านสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งข้อมูลผู้ต้องหาตามหมายอินเตอร์โพล (RED NOTICE) สัญชาติจีน จำนวน 2 ราย บก.สส.สตม. จึงได้ทำการสืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ดังนี้

1.จับกุม นายหลี่ (นามสมมุติ) สัญชาติจีน อายุ 27 ปี ซึ่งมีหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีหมายอินเตอร์โพล (RED NOTICE) แล้วได้หลบหนีมาอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยมีข้อหาในการกระทำความผิดคือฉ้อโกงประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่นมีผู้เสียหายกว่า 400,000 ราย ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่าได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ย่ายสุทธิสาร กรุงเทพมหานคร  จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบ นายหลี่ (นามสมมุติ) เมื่อทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริงกับหมายอินเตอร์โพล (RED NOTICE) จึงเพิกถอนการอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักร และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. ผลักดันออกนอกราชอาณาจักร

2.นายฮู (นามสมมุติ) สัญชาติจีน อายุ 40 ปี ซึ่งมีหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีหมายอินเตอร์โพล (RED NOTICE) แล้วได้หลบหนีมาอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยมีข้อหาในการกระทำผิดคือ ครอบครองสิ่งของต้องห้าม และปลอมเอกสาร จากการสืบสวนพบว่าได้หลบหนีไปอยู่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ จว.สมุทรปราการ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบ นายฮู (นามสมมุติ) เมื่อทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริงกับหมายอินเตอร์โพล (RED NOTICE) จึงเพิกถอนการอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักร และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. ผลักดันออกนอกราชอาณาจักร

บก.สส.สตม.จับกุมนายจาง (นายสมมุติ) สัญชาติไต้หวัน จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า นายจาง(นามสมมุติ) ใช้หนังสือเดินทางประเทศกัมพูชา เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อ 30 ต.ค. 65 ได้รับอนุญาตประเภท ผ.ผ.14 เมื่อนำข้อมูลตรวจสอบในระบบสารสนเทศ (Biometric) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า มีใบหน้าคล้ายกันกับนายโด (นามสมมุติ) สัญชาติไต้หวัน ซึ่งใช้หนังสือเดินทางประเทศไต้หวันเข้ามาในราชอาณาจักร น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลเดี่ยวกัน และ จากการประสานงานไปยังสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย พบว่าหนังสือเดินทางของนายโด (นามสมมุติ) เป็นของบุคคลอื่นและจากการสืบสวนยังทราบว่านายจาง(นามสมมุติ) เป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศฟิลิปปินส์ จึงถือว่ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนฯ บก.สส.สตม. จึงเพิกถอนการอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรและนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. ผลักดันออกนอกราชอาณาจักร

โดยการดำเนินการครั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เน้นค้นหาจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง  รวมทั้งคนต่างด้าวที่มีหมายจับ โดยเมื่อมีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว จะทำการขยายผลการจับกุมทุกรายเพื่อให้ทราบถึงผู้ร่วมกระทำความผิด เครือข่ายของผู้กระทำความผิด และให้ดำเนินการติดตามจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิด/เครือข่ายของผู้กระทำความผิด ต่อไป 

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอเรียนให้ท่านทราบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย      หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคน   เข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอ       ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่