สตม.กวาดล้างจับคนต่างด้าวตระเวนขอทาน-จับบริษัทหัวหมอปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่ากับสถานทูต

0
110

พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 / โฆษก สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม. ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมต่างๆ กรณีมีคนต่างด้าวเข้ามาขอทานในประเทศไทยและได้ผลตอบแทนสูง ถึง 10,000 บาทต่อวัน สตม.ได้ดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวข้างต้นแล้ว กรณีแรก ขอทานสัญชาติจีน มีการจับกุมทั้งหมด 6 ราย ประกอบด้วย 1.นางเคง (นามสมมติ) อายุ 41 ปี จับกุมโดย สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.66 ที่บริเวณสกายวอร์ค BTS หน้าห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์ แขวงและเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมี น.ส.นามี (นามสมมติ) สัญชาติไทย เป็นล่ามแปลภาษาในชั้นจับกุม ปัจจุบัน นางเคนได้ถูกผลักดันส่งกลับประเทศแล้วเมื่อวันที่ 17 พ.ย.66 2.นางวู (นามสมมติ) อายุ 34 ปี ถูกจับกุมโดย สน.พญาไท เมื่อวันที่ 18 พ.ย.66 ที่บริเวณสะพานลอยตรงข้ามห้างสรรพสินค้าแพลตตินัม ถ.เพชรบุรี แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ สอบถามนางวูให้การว่า ตนเคยเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยพบเห็นมีคนขอทานตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงเชื่อว่าสามารถทำเงินได้ดี จึงเข้ามาทำบ้างและได้เงินดีจริง จากนั้นต่อมาจึงได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้งเพื่อมาเป็นขอทาน ซึ่งบางวันสามารถได้เงินจากการเป็นขอทานมากกว่า 10,000 บาท โดยเมื่อได้รับเงินแล้วจะนำไปแลกเป็นเงินสกุลหยวนเพื่อโอนเข้าบัญชี WeChat ของตนเอง และในวันที่ถูกจับกุมนางวูก็ได้โทรหา น.ส.นามี ให้นำหนังสือเดินทางและเสื้อผ้ามาให้กับตนที่ สน.พญาไท 3.นางหยวน (นามสมมติ) อายุ 39 ปี ถูกจับกุมโดย สน.บางพลัด เมื่อวันที่ 19 พ.ย.66 ที่บริเวณ หน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ปิ่นเกล้า แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ สอบถามนางหยวนให้การว่าตนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับนายอวู (นามสมมติ) สัญชาติจีน แฟนของตน ซึ่งทั้งคู่ประกอบอาชีพขอทานตั้งแต่ที่อยู่ในประเทศจีน และเคยไปประกอบอาชีพขอทานที่ประเทศมาเลเซียมาก่อนหน้านี้ ต่อมาเมื่อประมาณกลางปีได้มาเป็นขอทานในประเทศไทย ปรากฏว่ารายได้ดี จึงทำเป็นอาชีพเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อนางหยวนถูกจับกุม นายอวูเห็นข่าวแล้วจึงได้ติดต่อ น.ส.สุรภา (นามสมมติ) สัญชาติไทย ให้เป็นผู้นำหนังสือเดินทางของนางหยวนไปให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายอวู และควบคุมตัวนายอวู ได้ที่ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว ขณะกำลังจะเดินทางไปประเทศกัมพูชา นำส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 4.นางหู (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ทุ่งมหาเมฆ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ BTS ศาลาแดง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ สอบถามนางหูให้การว่า ได้เข้ามาประเทศไทยเพื่อมาขอทาน เนื่องจากทราบจากเพื่อนมาว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้มาก 5.นายฟาร (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ถูกจับกุมโดย สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ BTS อโศก แขวงคลองเตยเหนือ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ สอบถามนายฟารให้การว่า ตนเดินทางมาท่องเที่ยว ที่ประเทศไทย และได้ทำหนังสือเดินทางหาย จึงได้ยื่นขอทำหนังสือเดินทางใหม่ที่สถานทูตจีน ประจำประเทศไทย โดยในขณะที่รอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ พบว่าไม่มีเงินพอใช้จ่าย จึงไปเป็นขอทานอยู่แถวย่านลุมพินี 6.นายหวัง (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ถูกจับกุมโดย สน.บางรัก เมื่อวันที่ 20 พ.ย.66 ที่บริเวณ ถ.สีลม ซ.4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ สอบถามนายหวังให้การว่า ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อมาท่องเที่ยว พักอาศัยด้วยกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ แต่เงินที่เตรียมมาสำหรับท่องเที่ยวหมด จึงได้มาเป็นขอทานแถวถนนสีลม
จากการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าขอทานสัญชาติจีนดังกล่าวทั้ง 6 ราย บางรายรู้จักกันบางรายไม่รู้จักกัน เมื่อเห็นว่าเพื่อนมาประกอบอาชีพขอทานที่ประเทศไทยแล้วทำเงินได้ดี ก็จะพากันมาทำแบบเพื่อน โดยบาดแผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายของกลุ่มขอทานดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากอุบัติเหตเพลิงไหม้ตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีรายใดให้การว่าถูกทรมานหรือถูกบุคคลอื่นทำร้ายแต่อย่างใด กลุ่มขอทานเหล่านี้ได้ใช้ความน่าสงสารของตนเพื่อดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเห็นใจและบริจาคเงินให้ ซึ่งบางวันได้รับรายได้มากกว่า 10,000 บาท โดยการมานั่งขอทานไม่มี การถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ประกอบกับการเดินทางมาขอทานตามจุดต่างๆ ทุกคนล้วนเดินทางมาเองโดยรถโดยสารสาธารณะ และการพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยทุกคนล้วนเช่าห้องพักด้วยตนเอง นอกจากนี้ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของขอทานทั้งหมด ปรากฏว่าเงินที่ได้จากการขอทานทุกคนได้เก็บเงินเข้าบัญชีของตนเอง ไม่ได้ส่งหรือแบ่งให้กับผู้อื่น ส่วนกรณีหญิงไทยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขอทานสัญชาติจีนดังกล่าวนั้น ข้อเท็จจริงทราบว่า มาทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้กับกลุ่มขอทานสัญชาติจีน เนื่องจากบางคนเคยใช้ให้เป็นล่ามให้กันมาก่อนหน้านี้

ส่วนขอทานต่างด้าวอีกกลุ่ม ทางบก.สส.สตม.ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการย่านซอยนานา เขตสุขุมวิท กรุงเทพฯ ว่า มีแก๊งขอทาน คนต่างด้าวสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับร้านค้าและนักท่องเที่ยวย่านซอยนานา เขตสุขุมวิท กรุงเทพฯ จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าว เป็นกลุ่มคนสัญชาติจอร์แดน ซึ่งพักอาศัยอยู่โรงแรมย่านซอยนานา สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยจะนัดรวมตัวกันบริเวณหน้าห้างนานาสแควร์ จากนั้นจะแยกย้ายกันขอทานในลักษณะรบเร้า เดินตามนักท่องเที่ยวที่กำลังซื้อสินค้าในร้าน และเมื่อนักท่องเที่ยวให้เงินแล้วยังเดินตามมาขอเงินซ้ำอีก โดยจะมาเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละ 2-3 ราย และจะอุ้มเด็กเล็ก จูงมือเด็กโต เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกสงสาร บางครั้งจะยืนรอนักท่องเที่ยวที่ตู้กดเงินสด เมื่อนักท่องเที่ยวมากดเงินจะเข้าไปหาเพื่อขอเงิน ซึ่งนักท่องเที่ยวบางรายต้องให้เงินจำนวน 500-1,000 บาท กลุ่มคนดังกล่าวจึงจะยอมเลิกขอเงิน
ต่อมา กก.2 บก.สส.สตม. และ กก.สส.บก.ตม.1 ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมย่านซอยนานา สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มขอทานดังกล่าว พบคนต่างด้าวสัญชาติจอร์แดนเป็นผู้ใหญ่ 7 ราย (ชาย 3 ราย, หญิง 4 ราย) และผู้ติดตาม 16 ราย จากการตรวจสอบพบว่า เป็นกลุ่มที่ตระเวนขอทานบริเวณซอยนานา และเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ผู้ประกอบการถ่ายภาพ และคลิปวีดีโอไว้ จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางของกลุ่มดังกล่าวพบว่า ทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และจากการตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่ามีคนต่างด้าว 1 ราย การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงแล้ว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน สตม. ดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนรายอื่นตรวจสอบพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม.จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวดังกล่าว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน เชื่อว่าเข้ามาเพื่อประกอบกิจการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินการกักตัวรอส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรต่อไป
นอกจากนี้ สตม. ยังได้มีการระดมกวาดล้าง จับกุมคนต่างด้าว ในข้อหา กระทำการเป็นขอทานตาม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เช่น เมืองพัทยา, จว.เชียงใหม่ และ จว.ภูเก็ต ทำให้สามารถจับกุมต่างด้าวขอทานได้อีก จำนวน 33 ราย โดยแบ่งออกเป็น สัญชาติกัมพูชา 26 ราย, สัญชาติเมียนมา 2 ราย, สัญชาติรัสเซีย 2 ราย, สัญชาติกัมพูชา 1 ราย และสัญชาติจีน 2 ราย ซึ่งภายหลังจากการจับกุม คนต่างด้าวที่เข้ามาขอทานในประเทศไทยทั้งหมด จะถูกขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้าม (Blacklist) ไว้

อีกคดี บก.สส.สตม.จับกุมนายนัธทวัฒน์ หรือนายนัธ (นามสมมติ) อายุ 47 ปี สัญชาติไทย และน.ส.ภัท (นามสมมติ) อายุ 46 ปี สัญชาติไทย ในความผิดฐาน “ปลอมเอกสาร” ส่งพนักงานสอบสวน สน.บางรัก ดำเนินคดีตามกฎหมาย สืบเนื่องจาก สตม. ได้รับการประสานข้อมูลจาก สถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ในประเทศไทย ว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปลอมเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่า ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการกับตน บก.สส.สตม. จึงได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน จากนั้นได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลแขวงพระนครใต้ จากการตรวจค้นบริษัทดังกล่าว พบนายนัธ และ น.ส.ภัท อยู่ภายในบริษัท และตรวจยึดของกลาง จำนวน 5 รายการ 1.คำร้องขอวีซ่ากับสถานทูตในประเทศแถบยุโรป จำนวน 16 ฉบับ 2.ใบรับรองการทำงานบริษัทปลอม จำนวน 16 ฉบับ 3.รายการเดินบัญชีธนาคาร จำนวน 8 ฉบับ 4.ตราประทับบริษัทต่างๆ 31 บริษัท 5.คอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง
พฤติการณ์การกระทำความผิด คือ นายนัธ ทำหน้าที่เจ้าของบริษัท ได้สั่งการให้ น.ส.ภัท ลูกจ้างในบริษัทของตน ทำใบรับรองการทำงานปลอม โดยนายนัธได้ใช้ตราประทับของบริษัทต่างๆ ประทับลงในเอกสารรับรองการทำงานให้กับลูกค้าและลงลายมือชื่อด้วยตนเอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและให้ผู้อื่นเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวออกโดยบริษัทนั้นๆ แล้วส่งให้ลูกค้านำไปยื่นขอวีซ่ากับสถานทูตต่างๆ
สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม
พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่